HondaCivicBanner900x90

MGBanner 900x90px

Isuzu Banner Mar 2018

 
 
  P001  
  538 Download
Download
Read On PDF
 
 
 

Lamborghini Aventador LP750-4 SV 2016

Lamborghini Aventador LP750-4 SV 2016เร็วแม่นยำ ไม่ทิ้งร่องรอย

Lamborghini Aventador LP750-4 SV exceptional driving precision

BANGKOK 2 JAN 2016

ขอแวะพักข้างทางก่อนเดินชมบูธในงานNorth American International Auto Show 2016 ต่อโดยขอย้อนกลับไปครั้งแรกที่แลมโบร์กินี เปิดตัว Lamborghini LP750-4 Superveloceต่อสาถารณชนที่ งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์เมื่อปีที่แล้ว(2015) ครั้งนั้นยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถมากนัก บัดนี้ทางผู้ผลิตได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถออกมาเผยแพร่ ด้วยขุมพลังที่แรงจัดขึ้นภายใต้น้ำหนักตัวที่เบาลงผนวกเข้าเข้าการพัฒนาการขับเคลื่อนตามหลัก aerodynamics และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีระดับสูงทำให้the Lamborghini Aventador LP750-4 Superveloce เป็นรถสปอร์ตที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติที่สุดของแลมโบร์กินี ณ เวลา นี้ ด้วยพลังเครื่องยนต์ที่เหนือกว่าและระบบควบคุมการขับขี่ที่แม่นยำมุ่งเน้นความเป็นสปอร์ตคาร์ยิ่งขึ้นด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบาลงผนวกกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ให้ความเร็วที่เร้าใจที่สุดมากกว่าที่ แลมโบร์กินีเคยมีมา 

ด้วยวิศวกรรมยานยนต์ระดับสูงของแลมโบร์กินีกับการใช้คาร์บอนไฟเบอร์เกรดคุณภาพสูงน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงในชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบทำให้สามารถลดน้ำหนักรวมของตัวรถลงได้ 50 กิโลกรัม เมื่อเจอกับเครื่องยนต์อัตราเร่งสูง V12 กำลังเครื่องยนต์ 552 kW 750 แรงม้า ทำให้อัตราส่วนน้ำหนัก/พลังงานเหลือเพียง 2.03 kg/hp อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 2.8 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 350 km/h

  Mr.Stephan Winkelmann ประธานและซีอีโอ ของ Automobili Lamborghini กล่าวว่า Aventador Superveloce ยังคงสานต่อความเป็นรถยนต์ SV ของแลมโบร์กินี ไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งประสิทธิภาพและการขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจเช่นเดียวกับAventador รุ่นก่อนที่ถูกปล่อยมาหน้านี้เมื่อ 4ปีที่แล้ว เคยสร้างความหลงใหลให้กับเจ้าของไว้อย่างไร Superveloce ตัวนี้จะยังคงสืบทอดความน่าหลงใหลนั้นไว้ไม่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มของคนที่รักแลมโบร์กินี  

ซึ่งผลของความสำเร็จพิสูจน์ด้วยยอดจำหน่ายมากที่สุดเท่าที่แลมโบร์กินีเคยมีมากับรถซูปเปอร์สปอร์ต เครื่องยนต์  V12  ความโดดเด่นที่เห็นได้ชัดของ Super Veloce Lamborghini คือ น้ำหนักรถที่เบาแต่เพียบพร้อมไปด้วยสมรรถนะ ความสวยงามของรูปลักษณ์ในระดับงานฝีมือ ทำให้ Super Veloce เป็นผลงานที่พิเศษที่สุด ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ Lamborghini

แลมโบร์กินี ใส่ใจทุกรายละเอียดในการปรับปรุงให้ Aventador Super Veloce มีน้ำหนักที่ต่ำที่สุดด้วยเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อนสร้างประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่ คาร์บอนไฟเบอร์และกรอบโครงอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ Aventador Super Veloceโดยเฉพาะ ร่วมกับชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์อื่น ๆ เช่น แผงประตู,กันชน,สปอยเลอร์หลัง,ช่องกระจายลม (air intakes) ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักน้อยแต่ความแข็งแกร่งสูงสุด

การตกแต่งภายในได้รับการปรับปรุงใหม่หมดโดยมีเป้าหมายในการลดน้ำหนักของรถด้วยเช่นกัน โครงสร้างของเบาะที่นั่งรูปทรงใหม่แบบสปอร์ตและแผงประตูล้วนทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งการตกแต่งภายในโดยใช้วัสดุน้ำหนักเบาเหล่านี้ไม่ได้รวมในส่วนของพรมและชิ้นส่วนฉนวนกันเสียง ความร้อน และ ระบบเครื่องเสียงที่ให้ความบันเทิงต่างๆภายใน

ด้วยแนวทางดังกล่าวทำให้ Super Veloce เบาลงจากรุ่นก่อนถึง50 กิโลกรัม เหลือเพียง 1,525กิโลกรัม อัตราส่วนกำลังแรงม้าต่อน้ำหนักรถยนต์พัฒนาขึ้นมาถึงร้อยละ 10 อยู่ที่ 2.03 kg/hp ส่งผลให้พลังของรถเพิ่มสูงขึ้นด้วย และไม่เพียงแต่อัตราเร่งที่ดีขึ้นแต่เสริมให้การเคลื่อนที่และเบรกของรถดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้น Super Veloce จึงเป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ทรงพลังขับเคลื่อนได้รวดเร็วแม่นยำแต่แทบไม่ทิ้งร่องรอยด้วยน้ำหนักที่เบาของมันนั่นเอง

แลมโบร์กินีได้ปรับปรุงกลไกชุดควบคุมช่วงล่างตัวหน่วงพลังแม่เหล็ก MRS (Magneto Rheological Suspension) ของ Aventador ให้มั่นคงและมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น รวมถึงปรับพวงมาลัยให้ตอบสนองต่อการขับขี่และสภาพถนนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อมีกลไกกระจายแรงบิดแบบแปรผันไปยังล้อแต่ละข้างได้อย่างอิสระขณะขับขี่เข้าโค้ง 

พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ LDS (Lamborghini Dynamic Steering) ที่สามารถรสนองตอบกับความเร็วบนท้องถนนและทุกรูปแบบการขับขี่ที่เลือกโดยถูกปรับจูนมาเป็นพิเศษเพื่อ Super Veloce โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้ตัวรถมีเสถียรภาพแม้ว่าจะขับขี่ด้วยความเร็วสูงและแม้แต่การลดความเร็วลงก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย ในส่วนล้อของ Super Veloce ดุดันด้วยสีดำด้าน ล้อหน้าขนาด 20 นิ้ว ล้อหลัง 21นิ้ว เข้าคู่กับยางรถยนต์ Pirelli PZERO Corsaและจานดิสเบรกแบบคาร์บอนเซรามิก

แรงจัดด้วยเครื่องยนต์ V12ความจุถึง 6.5 ลิตร ใน Lamborghini Aventador ที่ถูกปรับใหม่สำหรับ Super Veloce พร้อมระบบระบายไอเสียน้ำหนักเบาทำให้การหมุนเวียนของไอเสียเพิ่มประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น การปรับและพัฒนาเครื่องยนต์ส่งผลให้พลังงานที่ถูกรีดออกมาสูงสุดที่552 kWหรือ 750 แรงม้าและเพื่อให้บรรลุถึงแรงบิดสูงสุดเต็มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ทั้งระบบ Variable Valve Timing และ Variable Intake Systemจึงถูกปรับใหม่ ให้แรงบิดสูงสุด 690 นิวตันเมตร 5500 รอบต่อนาที ส่งผลให้เครื่องยนต์ ทำงานได้สูงสุดที่ 8,500 รอบต่อนาที

ระบบขับเคลื่อนของ Lamborghini Aventador LP750-4 Superveloce คือ Haldex IV เป็นระบบขับเคลื่อน4ล้อ ซึ่งถูกระบุด้วยเลข 4 ในชื่อของมัน ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการกระจายแรงบิดระหว่างด้านหน้าและด้านหลัง การกระจายแรงบิดนี้จะถูกปรับให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ได้เพียงเสี้ยววินาที นอกจากนี้ ยังมี self-locking differential ที่เพลาล้อหลัง, differential lock ที่ด้านหน้า ซึ่งควบคุมด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีซอฟต์แวร์ควบคุมให้ช่วงล่างตอบสนองสอดคล้องกับทุก โหมดการขับขี่ เช่น  Strada (ถนนปกติ),Sport และ Corsa (สนามแข่ง)

ด้วยสมรรถนะและความพิเศษสุดของ SuperVeloce จึงทำให้การตกแต่งภายในห้องโดยสารมีความพิเศษเฉพาะตัวไปด้วย และนี่เป็นครั้งแรกของแลมโบร์กินี ที่ใช้ Carbon Skin® material เป็นวัสดุในการตกแต่งภายใน เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ Automobili Lamborghini เป็นผู้นำในการคิดค้นขึ้นโดยต่อยอดจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนไฟเบอร์ CFRP (Carbon Fiber Reinforced Polymer)ซึ่งเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูง ควบคู่ไปกับการใช้วัสดุประเภทเรซิน 

สำหรับในส่วนหลังคาด้านในห้องโดยสารบุด้วยผ้าที่ทอจากเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่ให้สัมผัสที่นุ่มนวล ส่วนโครงเบาะที่นั่งแบบรถแข่ง สร้างขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ วัสดุหุ้มเบาะคุมโทนสีดำ โดย Alcantara ตัดกับแผ่นหนังกลางเบาะรูปตัว Y โดยตัวรถมี 5สีให้เลือก พร้อมออฟชั่นเสริมให้ที่เลือกสรรได้ตามสไตล์เฉพาะตัวเจ้าของ

สนนราคาค่าตัวของ Aventador Superveloce สำหรับในยุโรป อยู่ที่ 327,190 ยูโร(ไม่รวมvat) หรือราวๆ13 ล้านบาทและเปิดตัวไปแล้วในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่ผ่านมา(2015)

Lamborghini Aventador LP750-4 SV

Automobili Lamborghini presented the Lamborghini LP750-4 Superveloce at the 2015 Geneva Motor Show.

With increased power, lower weight, improved aerodynamics and innovative technologies the Lamborghini Aventador LP750-4 Superveloce is the most pure incarnation of a Lamborghini to date: unmistakable Lamborghini super sports car DNA, dynamic superiority and exceptional driving precision. A focus on weight reduction while incorporating innovative technologies has resulted in the most sports-oriented, fastest and most emotional series production Lamborghini ever. The weight has been further reduced by 50 kg through enhanced lightweight engineering including significant use of carbon fiber. The naturally aspirated V12 engine's power is increased to 552 kW/750 hp. This results in a power-to-weight-ratio of 2,03 kg/hp. The Superveloce accelerates from 0 to 100 km/h (62 mph) in 2.8 seconds and powers on to reach a top speed of more than 350 km/h (more than 217 mph).

"The new Aventador Superveloce continues the Lamborghini tradition of SV models, pushing the boundaries in terms of performance and pure driving emotion," says Stephan Winkelmann, President and CEO of Automobili Lamborghini. "The original Aventador was presented four years ago, and the Superveloce pays homage to its passionate owners, as well as the fan community, whose enthusiasm has resulted in the biggest commercial success ever of a Lamborghini V12 super sports car. In the Superveloce Lamborghini's expertise in lightweight engineering is clearly evident. With technological features which, combined with design, quality standards and craftsmanship, the Superveloce results in the most exclusive, pure and emotional production model in the history of our brand.”

Power-to-weight

Every single detail of the Aventador Superveloce has been optimized to achieve the lowest possible weight, whilst including new technologies to enhance dynamics and the driving experience. The Aventador's carbon fiber monocoque with lightweight aluminum frames is being serially produced for the Superveloce. Together with other carbon fiber components such as new door panels and new rockers and fenders in SMC superlight, it provides low weight with maximum rigidity. Also in carbon fiber are the new rear wing, and the fixed air intakes.

The interior has also been completely revised with a clear focus on weight reduction. The new sports bucket seats and the door panels are made of carbon and the interior's lightweight design excludes an infotainment system (available as no cost option), carpets and certain noise insulation parts.

In this way the weight of the Superveloce has been reduced by 50 kg (110 lbs) to 1,525 kilograms (3.362 lbs). Combined with the increased power, the power-toweight ratio has been improved by ten per cent, to 2,03 kg/hp, contributing to not only the phenomenal acceleration figure but enhancing both lateral dynamics and braking. The Superveloce is amazingly powerful, but equally light-footed and precise.

Driving Dynamics

Introduced on the Aventador, Lamborghini's pushrod suspension system incorporates adaptive Magneto Rheological Suspension (MRS) on the Superveloce, responding immediately to road conditions and driving style: wheel damping is adjusted individually during cornering, largely suppressing body roll and making the steering and handling even more responsive. The adaptive damping also counteracts brake diving.

Also new is the electromechanical Lamborghini Dynamic Steering (LDS), which variably adapts the steering ratio to road speed and to the dynamic mode selected. Specially tuned for the Superveloce, it ensures even greater stability at high speed, while making it significantly easier to maneuver at low speed.

The Superveloce's lightweight forged rims in matt black measure 20 inches at the front and 21 inches at the rear and are optionally equipped with central locking mounts, as in motorsport. The standard-fit Pirelli P Zero Corsa sports tires ensure maximum grip, with Carbon Ceramic Brakes as standard.

Pure performance

The 6.5 liter, naturally aspirated V12 engine in the Lamborghini Aventador has been redesigned for the Superveloce and equipped with a completely new lightweight exhaust system. Improving the engine responsiveness of the original Aventador, maximum power output now reaches 552 kW / 750 hp at 8,400 rpm.

In order to achieve an enriched torque curve especially at high revs, both Variable Valve Timing and Variable Intake System have been optimized. The maximum torque is 690 Nm at 5,500 rpm, with an increased maximum engine speed of 8,500 rpm.

The newly engineered exhaust system not only lowers back pressure, it also delivers all the music of the mighty twelve-cylinder engine - from a moderate rumble when rolling through the city at low revs to the screaming crescendo of gears spinning at top speed. The highly innovative Lamborghini ISR transmission is the perfect match for this engine. It is the fastest automated manual gearbox in the world and delivers an incomparably emotional gear shift.

The permanent all-wheel drive of the Lamborghini Aventador LP750-4 Superveloce - denoted by the '4' in its name - uses a Haldex Generation IV electronically controlled coupling system to distribute torque between front and rear. This coupling matches the torque distribution perfectly to the dynamic situation in a matter of milliseconds. A self-locking differential at the rear axle and an electronic differential lock at the front is controlled by the ESP, lifting the dynamic performance even further. Vehicle characteristics (engine, transmission, differential, dampers, steering) can all be adapted to individual driver preferences using the three settings of the Drive Select system - Strada (road), Sport and Corsa (race track).

Form follows function

The design of the Lamborghini Aventador LP750-4 Superveloce embodies aggressive power alongside technical superiority. In creating the Superveloce, from the very beginning the aerodynamic engineers worked closely with the designers of Lamborghini Centro Stile with the objective of ensuring an optimum aerodynamic balance. The goal was to improve both vertical downforce and aerodynamic efficiency without having evident impact on the drag coefficient.

Overall aerodynamics have been optimized by 150% in term of efficiency and gained a considerably higher downforce of 170% over the standard Aventador. Thus every single line of the Superveloce has a clear function: to further improve the performance of this super sports car.

The most obvious new element is a large racing-style rear wing which improves aerodynamic efficiency and generates additional downforce. It can be manually adjusted to three different positions to suit a driving style. The wing can be regulated to allow for a change of 15% in the aerodynamic balance of the car. In this way the best set-up is guaranteed in every driving condition, both on the road and on the track in order to reach maximum downforce or speed.

The front end of the car has been redesigned completely: a more 'open' view, with the forward-stretched line of the front skirt and two front wings - one in black carbon fiber and one in the car's colour - generating significant downforce in the front of the car. This improves handling and stability, gives even more precise turn-in at high speeds and, in conjunction with the ABS, ensures a sensitive and accurate feedback from the steering. Larger front air intakes reflect the SV's additional 50 hp and optimize brake cooling.

The rear of the car is redesigned with an open, exposed feel. Carbon fiber parts, many in visible black colour, contribute to weight reduction. The Superveloce's extreme, lightweight character is immediately evident, with the complexity of the design clearly visible from both behind and above the car. A large rear diffuser on the underside and vertical fins improve the air flow from the optimized underbody.

A large mesh structure at the rear ensures heat dissipation from the 6.5-liter V12 engine. The muffler design is in a special lightweight material, with a naked fourpipe exhaust.

The cooling air ducts above the rear wheels, which are movable on the standard Aventador, are fixed on the Superveloce.

The interior - purist and authentic

The exclusive position of the Superveloce is emphasized by its considerably sharpened design and the unique interior. This is the first production car to feature Lamborghini's innovative Carbon Skin® material. A significant example of Automobili Lamborghini's leading position in the research, development and production of CFRP materials, this material is the lightest available and it is flexible and robust. Incorporating a highly specialized resin, the woven carbon fiber fabric is extremely soft to the touch, yet very hard-wearing. The Superveloce's inner roof and parts of the cockpit are clad in this highly exclusive material.

The carbon fiber monocoque of the Aventador is rarely seen, but reflecting the dominance of this lightweight material in the Superveloce, also features in the car's interior. The carbon fiber monocoque is now visible in several places, including the center tunnel and the sills, giving the entire interior a very purist look. The shells of the newly-developed sports seats are also made from carbon fiber with an upholstery in alcantara and y-shaped leather inserts.

The instrument cluster is entirely new. The new TFT screen is dominated by the color yellow, with an RPM shifting indicator in light blue, and a G-force indicator in the lower part of the cluster similar to racing cars. The launch color of the Lamborghini Aventador LP750-4 is the specially developed Rosso Bia, with black Alcantara in the interior. Five further colors are available with owners able to specify their cars to their own individual tastes, with virtually unlimited options under Lamborghini's Ad Personam personalization program.

The price of the Aventador Superveloce in Europe is 327,190.00 Euro w/o VAT; the car made its market debut in late spring 2015.

 

READMORE